สัมภาษณ์จูเสี้ยวเทียนระหว่างพักการซ้อมละครเวที จากนิตยสาร 青年周末 #187 - 20091022
thank you kenmi@I-KEN
เสี้ยวเทียนบอกว่าเขาไม่ใช่คนติดหล่อ เขาว่า "ผมไม่ใช่ ไม่ใช่แน่นอน วันนี้ถ้าไม่เพราะ
พวกคุณมา แม้แต่สระผมผมก็ไม่สระ หนวดก็ไม่โกน" เขาพูดตรง ๆ
นักข่าวเห็นแผลที่หว่างคิ้วเขา เขาเล่าว่า "ตอนถ่ายละครไม่ระวัง หกล้มไป เย็บไปหลายเข็ม
บอกตรง ๆ นะผมชอบมันมาก ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าลูกผู้ชายดี"
เสี้ยวเทียนว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็น idol เป็นเพราะว่าพอดีว่าเริ่มต้นในแบบนั้น ทุกคนจึง
เหมาว่าผมเป็น idol ตัวผมเองไม่ได้ติดว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่งั้นคงไม่รับเล่นละครเวที
ผมเป็นนักแสดง ควรจะลองทำงานในรูปแบบต่าง ๆ กันไป ไม่จำเป็นต้องแสดงหล่อ การแสดงนั้น
จุดประสงค์เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ซึ่งคุณไม่สามารถจะใช้เพียงวิธีการเดียวได้ตลอดไป
ละครเวทีนี้ติดต่อผมมานานหลายปีแล้ว แต่ผมไม่สามารถรับได้ เพราะผมไม่มีเวลาพอ และ
ยังไม่มีความรู้ในด้านนี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นจังหวะที่เหมาะ ผู้กำกับติดต่อมาในเวลานั้น ผมอายุ
30 เต็มแล้ว เข้าวงการมา 10 ปี อายุ 30 ควรถึงจุดเปลี่ยน ทำอะไรนอกกรอบบ้าง ผมพบว่าผม
ได้รู้จักสิ่งใหม่ ๆ ในวงการ ก่อนหน้านี้ผมทำงานโดยไม่ค่อยเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่
นักข่าวถามว่าอะไรที่ว่าสิ่งใหม่ ๆ
เสี้ยวเทียนตอบว่าตั้งแต่ผมเริ่มแสดงละคร รู้สึกว่าเป็นการแสดงด้านสว่างของความเป็นมนุษย์ แล้วก็
ค่อย ๆ สำนึกขึ้นมาได้ในวันหนึ่ง ว่ามนุษย์โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถแสดงด้านที่แท้จริงของตน
ตลอดเวลา ในโลกนี้ทุกสิ่งล้วนแต่มีด้านมีดและสว่างสองด้านเสมอ ถ้าคุณไม่มีด้านมืด แล้วจะ
มองเห็นด้านสวยงามได้อย่างไร มืดและสว่างทั้งสองด้านปะทะกัน จนกว่าจะหาจุดสมดุลย์ได้ นั่น
คือวิสัยมนุษย์ ดังนั้นผมจึงยินดีรับแสดงบทนี้ ซึ่งเป็นงานที่ยาก ละครเวทีไม่ใช่สิ่งที่ผมคุ้นเคย
ก็ดีที่สามารถเอาชนะมันได้ ผู้กำกับก็ได้ให้คำอธิบายแก่ผม จนตัวผมเองเข้าใจ ความกังวลของ
ผมคือจะจดจำการแสดงและบทที่มากมายได้อย่างไร กลางคืนเมื่อซ้อมเสร็จกลับที่พักแล้ว
ผมก็ยังต้องท่องบท ทบทวนพิเคราะห์บทซ้ำอีก ทุกวันซ้อมไม่หยุด จนพบว่าร่างกายผมมีเกิดการ
ตอบสนองโดยอัตโนมัติ จำบทและการแสดงไปได้เอง
จูเสี้ยวเทียนไม่กลัวว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการแสดงละครเวทีนี้ เมื่อก่อนหน้านี้ที่เขารับเล่น
ฉู่หลิวเซียงเคยโดยหนักมาก ครั้งนั้นต้องเผชิญกับความกดดัน เริ่มต้นเขาพยายามเลี่ยงไม่รับ
ปฏิเสธบทนั้นไปถึงสี่ครั้ง สุดท้ายก็ต้องรับเล่นเพราะคุณพ่อ "คุณพ่อผมชอบฉู่หลิวเซียงมาก ตอน
นั้นท่านเจ็บหนักมาก ผมไปดูท่านที่โรงพยาบาล ท่านกังวลใจมากบอกว่าตัวท่านเองอยู่ในช่วง
สุดท้ายแล้ว อยากให้ผมรับเล่นบทนี้" จูเสี้ยวเทียนไปปักกิ่งถ่ายภาพแต่งชุดฉู่หลิวเซียนำมา
ให้คุณพ่อดู หวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของท่านก่อนจากไป "ดังนั้นการเลือกในครั้งนั้นไม่ใช่ทำ
เพื่อตัวเอง"
ส่วนการเลือกเล่นละครเวทีครั้งนี้ เป็นเพราะตัวเขาเองและไม่กลัวข่าววิพากษ์วิจารณ์
นักข่าวถามว่าการเล่นละครเวทีเป็นการเปลี่ยนแปลงบทครั้งใหญ่ ไม่กลัวคำวิจารณ์หรือ
จูเสี้ยวเทียนตอบว่า ไม่เป็นไร เมื่อก่อนสนใจมากก็ทำให้หดหู่ แต่หลังจากเล่นฉู่หลิวเซียง
ผมพบว่าแม้มีคนวิจารณ์ แต่ก็มีคนอยู่มากที่ชอบ ผมค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ตัวเองไม่สามารถ
ทำให้ผู้ชมและสื่อทั้งหมดพอใจได้ นั่นทำให้ผมกลับมาจุดพื้นฐานคือ ทำหน้าที่นักแสดงให้
ดีที่สุด สร้างความพึงพอใจให้พวกเขาจากงานแสดงของผม พวกคุณอาจไม่ชอบผม
หรือดูถูกผม ซึ่งทำให้คุณมีความสุขจากการทำเช่นนั้น ผมไม่ได้มองว่าตัวเองยิ่งใหญ่
เป็นศิลปินก็ต้องให้คนอื่นใช้เป็นหัวข้อในการพูดคุยเพื่อความบันเทิงได้
นักข่าว คุณมองโลกในแง่ดีมาก
จูเสี้ยวเทียน ผมเป็นคนมองโลกแง่ร้ายมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วการมองในด้านร้ายที่สุด
กับมองในแง่ดีมันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อย่างเวลาผมทำอะไรจะคิดไปในด้านที่เลวร้ายที่สุด
จากนั้นก็เตรียมรับมือกับมันไว้ เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นมันออกมาค่อนข้างดีกว่าที่คิด ผมก็จะมีความสุข
นี่ก็ถือได้ว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีแบบหนึ่ง
เสี้ยวเทียนบอกว่า เขาอยากดำเนินชีวิตในแบบ กินอิ่มไปวัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร
สองสามปีมานี้เขากึ่ง ๆ พักผ่อน กึ่ง ๆ ทำงาน ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาต้องการ
งานการก็แทบจะไม่วุ่นวายมากนัก เขายิ้มพูดว่า มีหลายคนพูดว่า f4 ที่งานน้อยที่สุดคือผม
แต่ผมว่าผมมีชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด อาจเป็นเพราะความคิดเช่นนี้ จึงทำให้เขาห่างจาก
ความวุ่นวายของวงการบันเทิงได้ หลายเดือนนี้จึงมารับละครเวทีที่ไม่ได้มีรายได้มากนัก
นักข่าวถามว่า สองสามปีนี้ f4 คนอื่น ๆ ต่างก็งานยุ่งไปหมด แต่คุณกลับกึ่ง ๆ พัก กึ่ง ๆ ทำงาน
ไม่ได้เล่นละครแล้วไปไหน
จูเสี้ยวเทียน เวลาครึ่งหนึ่งผมยกให้ตัวเอง เล่นไท้เก็ก กระดานโต้คลื่น ไปอยู่กับธรรมชาติ
เสียส่วนใหญ่ มากจนผมเข้าถึงสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือคุณเห็นธรรมชาติ ภูเขาก็คือภูเขา ทะเลก็คือ
ทะเล มันไม่เปลี่ยนไปไม่ว่าด้วยเหตุใด คนก็เหมือนน้ำ เมื่อไหลผ่านแล้วก็ผ่านไป ไม่เหลือ
ร่องรอยอะไร เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลออกไป ชื่อเสียงผลประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ผ่านมาก็ผ่านไป
แต่ละคนจะอยู่ไปได้กี่ปี วันนี้คุณบอกกับใคร ๆ ว่าผมประสบความสำเร็จแล้วบ้าง ผมล้มเหลวบ้าง
ใครถูกใครผิด ผ่านไป 5 ปี เรื่องเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน??
นักข่าว คุณเพิ่งอายุ 30 กลับมีความคิดเหมือนคนแก่ที่ผ่านโลกมามาก
จูเสี้ยวเทียน ผมเคยเห็นคนมากมายทั้งที่ขึ้นสูงสุดและก็สูญเสียไปหมด แค่คืนเดียวก็ร่ำรวยขึ้นมา
แค่คืนเดียวก็ไม่เหลืออะไร เข้าคุก ฆ่าตัวตาย เยอะแยะ จริง ๆ แล้วการมีชีวิตธรรมดานี่คือ
ความสุขอย่างหนึ่ง ไม่มีเรื่องอะไรใหญ่โตเข้ามาในชีวิต ไม่ได้ทำความผิดยิ่งใหญ่ ถือเป็นความสุขมาก
ถ้ามองผมจากสายตาของคนธรรมดา ใน f4 แน่นอนว่าผมไม่ยุ่งวุ่นวายนัก ผมมีรายได้น้อย
ที่สุด ผลงานก็ออกมาน้อยกว่าเขา แต่ผมว่าผมมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด
นักข่าวการพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติทำให้คุณเข้าถึง แล้วการเล่นละครล่ะให้อะไรคุณบ้าง
จูเสี้ยวเทียน ผมว่ากึ่ง ๆ ทำงาน กึ่ง ๆ พักผ่อนนี้ดีมากเลย ผมไม่สูญเสียการใช้ชีวิตของตัวเอง
แถมมีเวลาหลอมตัวเองเข้ากับบทที่เคยเล่นมา ผสานเข้าไปกับการใช้ชีวิต
ทุกบทที่ผมแสดง ก็จะนำเอาสิ่งที่ดีในนั้นเหลือทิ้งไว้กับตนเอง นิสัยผมที่มีการเปลี่ยนแปลง
อาจกล่าวได้ว่าคือสิ่งที่บทนั้น ๆ ได้มอบให้แก่ผม เช่นหลังจากผมเล่นเป็นซีเหมิน ผมก็รู้จักเอาใจ
ใส่ผู้หญิง เล่นฉู่หลิวเซียง บุคลิกสบาย ๆ เยือกเย็นของเขาก็ติดมา เล่นละครเวทีเป็นจางลี่กั๋ว
คนธรรมดาในละครตลกนี้ก็อาจมีบุคลิกบางอย่างของเขาติดมาอีกก็ได้
โดย gosobig เมื่อ Oct 24 2009, 02:38 PM
